วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

What are you up to? ฝรั่งพูดคนไทยงง (Outside Classroom)

                 ประโยคที่ว่า What are you up to?  เป็นประโยคที่ฝรั่งพูดค่อนข้างบ่อย แต่คนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ พอดีผู้เขียนได้ไปอ่านนิตยสารแล้วเจอความหมายของ up to ในหลาย รูปแบบ ซึ่งมีความหลากหลาย ซึ่งคุณอาจจะได้ยินคนพูดกันบ่อย ว่า “up to you” แต่ความหมายของ up to มีมากกว่านั้น ซึ่งท่านจะได้อ่านต่อจากนี้
          1. ความหมายที่ค่อนข้างตรงตัวของ “up to” ก็คือ ขึ้นมาถึง หรือ มาถึงเช่น
                   - I have read up to here. (ฉันได้อ่านมาถึงตรงนี้)
                   - The elevator goes up to the fifth floor. (ลิฟท์ขึ้นไปถึงชั้น 5)
          มีอีกความหมาย คือ เวลาเราโกรธจัด เราจะพูดว่า
                   - I have it up to here.   (ฉันโกรธจนจะทนไม่ไหวแล้ว)
          2. ส่วนอีกความหมายหนึ่งที่คนไทยก็ได้ยินบ่อย และรู้ความหมายดีนั่นก็คือ “Up to you” ที่แปลว่า ขึ้นอยู่กับคุณ ซึ่งวิธีใช้อันนี้ก็ไม่ยาก เช่น
                   - It’s up to him.  (มันขึ้นอยู่กับเขา)
                   - The final decision is up to the boss. (การตัดสินใจครั้งสุดท้ายขึ้นอยู่กับหัวหน้า)
          3. แต่อีกความหมายหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ ก็คือประโยค “What are you up to?” ซึ่งในการทักทายจะหมายความว่า กำลังทำอะไรหรือ ช่วงนี้คุณกำลังทำอะไร
          4. เรายังสามารถใช้ up to ในประโยคบอกเล่าซึ่งมายความว่า กำลังจะไปทำอะไร นิยมใช้กันแค่ 2 แบบ คือ
                   แบบที่ 1  Subject + is/am/are +up to + no good.
                   ex   He’s up to no good.                 (เขากำลังจะไปทำอะไรไม่ดี)
                   แบบที่ 2 Subject + is/am/are +up to + something.
                   ex   He’s up to something.    (เขากำลังจะไปทำอะไรสักอย่าง)
          หลักการใช้ภาษาอังกฤษไม่อยากอย่างที่คิด มีแหล่งการเรียนรู้ที่ง่ายต่อการเข้าถึงและหลากหลาย เมื่อเราได้เรียนเรื่องอะไรไปแล้ว เราควรมีการทบทวนบ่อย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น และสามารถจดจำเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได                                
  ที่มา นิตยสาร I get English magazine issue 8

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Learning Log 15 July, 2014

                Today is the presentation day. There are 2 groups present about their topic. The topics are teaching speaking and Teaching with technology.
                First, it’s presentation about teaching speaking by group 1. The content in this topic is about how to teach speaking skill. There is suggestion about technique such as using information gap etc. Moreover, there is suggestion about the role of teacher when teaching speaking.
                Second, it’s presentation about teaching with technology by group 2. There are many kind of technology that useful for both teacher and students. The examples of technology are board, computer, projector, social network etc.

                In conclusion, there are many techniques and technology to help teaching and learning easier. However, teacher have to choose to appropriate for content and students, it can help to develop learning of students to be better.

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Present Participle (Outside)


                ช่วงวันหยุดยาวนี้ ได้กลับบ้าน บังเอิญหันไปเจอนิตยสารเก่า ที่เคยชื่นชอบที่จะอ่านมาก แต่เนื่องจากช่วงที่เรียนมหาลัย ไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่ แต่พอได้อ่าน ก็พบเรื่องน่าสนใจ จึงอยากนำเสนอเรื่องน่าสนใจลงใน blog นี้ ซึ่งPresent Participle มีรายละเอียด ดังนี้
          Present Participle คือ กริยาที่เติม –ing ตัวอย่างเช่น play + ing = playing เป็นต้น หน้าตาของันอาจจะเหมือนกับ Gerund แต่หน้าที่มันไม่เหมือนกัน เพราะ Gerund จะทำหน้าที่เป็นคำนาม แต่ Present Participle นั้นมีความหมานในเชิงขยายาคำนามว่าคำนามทำกริยานั้น ด้วยตนเองและทำหน้าที่อื่น
ตัวอย่างเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Gerund กับ Present Participle
-          ใช้แบบ Gerund                  Sleeping is the best kind of rest.
(การนอนหลับคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด)
ในประโยคนี้ Sleeping ทำหน้าที่เป็นคำนามที่เป็นประธาน ของประโยค
-          ใช้แบบ Present Participle   The man sleeping on the bed is Mr. James.
(ผู้ชายคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงคือนายเจมส์)
ในประโยคนี้ Sleeping ทำหน้าที่ขยาย The man ว่าเป็นผู้ทำกริยาคือนอนหลับด้วยตัวเอง ส่วนกริยาแท้ คือ is
วิธีใช้ Present Participle
          1. ใช้เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) เพื่อขยายคำนามทั่วไป โดยวางไว้หน้าคำนามตัวที่มันขยาย หรือหลัง Verb to be เพื่อเป็นส่วนเติมเต็ม (Complement) เช่น 
- The laughing girl is my younger sister.  ในประโยคนี้มีกริยาแท้ คือ is ส่วน laughing เป็น Present participle ทำหน้าที่ขยาย girl ให้รู้ว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่หัวเราะ
จะมีกริยาพวกหนึ่งซึ่งเมื่อนำมาเติม  -ing ให้กลายเป็น participle แล้วจะให้มีความหมายแก่คำคุณศัพท์นั้น   ว่า น่าตัวอย่างเช่น
o   This is a boring subject. (นี่คือวิชาที่น่าเบื่อ) boring ทำหน้าที่ขยายคำนาม
o   This subject is boring. (วิชานี้น่าเบื่อ) boring อยู่หลัง Verb to be เพื่อเป็นส่วนเติมเต็ม
2. ใช้ร่วมกับ Present Continuous Tense เช่น
          - I am written the report now.  ในประโยคนี้ writing ทำหน้าที่เป็น present participle ประกอบ Verb to be ที่เป็นกริยาช่วย ในที่นี้คือ am ให้เป็น present continuous tense ที่สมบูรณ์
3. ใช้ขยายคำนาม เพื่อบ่งบอกว่า คำนามดังกล่าวทำกริยาด้วยตนเอง โดยวางไว้หลังคำนามนั้นๆ โดยใช้ร่วมกับ วลีเพื่อให้ประโยคกระชับขึ้น เช่น
          - The boy shouting at the teacher has knocked his friend unconscious.
          โดยสรุป หลักการใช้ Present Participle ก็มีขั้นตอนการใช้ง่ายๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น การเรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายสำหรับคนไม่ขยัน การฝึกอ่านและฝึกเขียนบ่อย จะทำให้สามารถเข้าใจ และใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ